วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log โครงสร้างพื้นฐานของประโยค


                ประโยคในภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ซับซ้อน สั้นยาวเพียงใด ก็ล้วนมาจากประโยคพื้นฐานทั้งนั้น และการที่เราจะแต่งประโยคภาษาอังกฤษได้นั้น เราต้องรู้จักพื้นฐานของโครงสร้างประโยคกันก่อน ดังนั้นการที่เราจะแต่งประโยคได้นั้นเราจะต้องรู้ว่ารูปแบบของประโยคมีกี่แบบ มีแบบใดบ้าง เพื่อที่เราจะได้เขียนออกมาถูกต้องตามโครงสร้าง เพราะเมื่อเรารู้จักโครงสร้างพื้นฐานของประโยคแล้ว จะทำให้เราสามารถแต่งประโยคได้อย่างง่าย อีกทั้งการแต่งประโยคนั้นถ้าเราแต่งผิด จะทำให้ความหมายในประโยคนั้นผิดเพี้ยนไป หรืออาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามารู้จักโครงสร้างพื้นฐานของประโยคกันก่อนที่จะประโยค เพื่อความถูกต้องของรูปแบบและความหมาย
                โครงสร้างพื้นฐานของประโยค เรียกว่า basic sentence คือ ประโยคที่ประกอบด้วยตัวหลักๆ มีคำน้อย ใช้เฉพาะคำที่จำเป็นในแต่ละแบบ แต่มีใจความสมบูรณ์ ถูกต้องตามหลักภาษา สื่อความหมายได้อย่างตรงไปตรงมา แต่อาจจะขาดความไพเราะ ไม่สละสลวย ไม่ได้อรรถรส หรือรายละเอียดตรงตามความตั้งใจของผู้แต่งประโยคไปบ้าง แต่เมื่อเรานำคำ วลี หรือข้อความที่เหมาะสมประกอบกันในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสละสลวยมากยิ่งขึ้น หรือทำให้เกิดความซับซ้อนตามประสงค์ของผู้แต่ง
                และจากที่ดิฉันได้ศึกษามานั้นเป็นการแยกประโยคขั้นพื้นฐานของฮอร์นบีและคณะ ซึ่งได้แยกประโยคพื้นฐานไว้ใน The Advanced Learner’s Dictionary of Current English ไว้ 25 แบบ โดยถือตามหน้าที่และความนิยมในการใช้คำกริยาเป็นหลัก ดังนี้
แบบที่ 1 คือ S + V + DO  ex. We have already had lunch.
แบบที่ 2 คือ S + V (not) to + Infinitive  ex. He wants to play.
แบบที่ 3 คือ S + V + Noun or Pronoun + (not) to + Infinitive  ex. I like mother to dress well.
แบบที่ 4 คือ S + V + Noun or Pronoun + (to be) + ex. I believed her (to be) innocent.
แบบที่ 5 คือ S + V + Noun or Pronoun + Infinitive  ex. He will have them do the work.
แบบที่ 6 คือ S + V + Noun or Pronoun + Present Participle  ex. I saw him working at cafe.
แบบที่ 7 คือ O + V + O + Adj.  ex. They painted the room pink.
แบบที่ 8 คือ S + V + O + ex. I call the doll “Yuyee”.
แบบที่ 9 คือ S + V + O + Past Participle ex. You had a new bag made.
แบบที่ 10 คือ S + V + O + V, Adv. ph.  ex. I don’t know her to speak to.
แบบที่ 11 คือ S + V + (that) + Clause  ex. I hope (that) you will come.
แบบที่ 12 คือ S + V + Noun or Pronoun + (that) + Clause  ex. You told the boy (that) he was mistaken.
แบบที่ 13 คือ S + V + Conj. + to + Infinitive  ex. I wonder how to make it.
แบบที่ 14 คือ S + V + Noun or Pronoun + Conjunctive + to + Infinitive ex. I showed them how to make it.
แบบที่ 15 คือ S + V + Conjunctive + Clause  ex. I don’t mind when he comes.
แบบที่ 16 คือ S + V + Noun or Pronoun + Conjunctive + Clause  ex. Tell me where he goes.
แบบที่ 17 คือ S + V + Gerund  ex. Please stop writing.
แบบที่ 18 คือ S + V + DO + Prep. + Prepositional Object  ex. I gave the money to my mother.
แบบที่ 19 คือ S + V +IO + DO  ex. Has she gave you the money?
แบบที่ 20 คือ S + V + (for) + C   ex. We walk (for) two kilometers.
แบบที่ 21 คือ S + V   ex. Tigers run.
แบบที่ 22 คือ S + V + Predicative  ex. That is a car.
แบบที่ 23 คือ S + V + Adverbial Adjunct  ex. Sit down!
แบบที่ 24 คือ S + V + Prep. + Prepositional Object  ex. It depends on the time.
แบบที่ 25 คือ S + V + DO  ex. We have already had lunch.
                จากที่ดิฉันได้ศึกษา ความรู้ที่ได้รับคือ การแปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งนั้น ถ้าผู้แปลมีความรู้ทางโครงสร้างพื้นฐานของประโยคจะทำให้สามารถวิเคราะห์ประโยคได้ง่ายขึ้น

Learning Log การถ่ายทอดตัวอักษร


                ในชีวิตประจำวันของเรานั้น เราจะสื่อสารกันโดยการพูดคุย ซึ่งในการสื่อสารของคนเรานั้น จะเป็นการสื่อสารกันที่ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านคนด้วยกันโดยตรง หรือผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และไม่ว่าเราสื่อสารผ่านทางใด เราก็ต้องสื่อสารด้วยภาษา ภาษาในที่นี้ได้แก่ ภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาอ่าน เป็นต้น ดังนั้นเราก็ล้วนจะต้องสื่อสารผ่านตัวอักษรทั้งนั้น ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่า การถ่ายทอดตัวอักษร
                การถ่ายทอดตัวอักษร หมายถึง การนำคำในภาษาหนึ่งมาเขียนด้วยตัวอักษรของอีกภาษาหนึ่งโดยพยายามให้การเขียนในภาษาใหม่นี้ถ่ายทอด “เสียง” ของคำในภาษาเดิมให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ การถ่ายทอดตัวอักษรมีบทบาทในการแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้
                1. เมื่อในภาษาต้นฉบับมีคำที่ใช้แทนชื่อเฉพาะของสิ่งต่างๆ เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อแม่น้ำ ชื่อภูเขา หรือชื่อสถาบันต่างๆ
                2. เมื่อคำในภาษาต้นฉบับมีความหมายอ้างอิงถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรมที่ไม่มีในสังคมของภาษาฉบับแปลจึงไม่มีคำเทียบเคียงให้ เช่น คำที่ใช้เรียกต้นไม้ สัตว์ และกิจกรรมบางชนิด ความคิดบางประเภทซึ่งมีในภาษาอังกฤษแต่ไม่มีในภาษาไทย เนื่องจากยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ขึ้น ในกรณีเช่นนี้ผู้แปลอาจแก้ปัญหาได้สองประการ คือ 1) ใช้วิธีให้คำนิยามหรือคำอธิบายที่บอกลักษณะตรงกับคำเดิมนั้น 2) ใช้ทับศัพท์
                ตัวอย่าง เช่นคำ “internet” ซึ่งเมื่อถ่ายทอดเป็นภาษาไทยอาจทำได้โดยให้คำนิยามว่า “เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่างๆ” หรือใช้ทับศัพท์ว่า “อินเตอร์เน็ต” ในการทำดังนี้ผู้แปลควรยึดหลักปฏิบัติในการถ่ายทอดเสียงของคำดังต่อไปนี้
                1. ให้อ่านคำนั้นเพื่อให้รู้ว่าคำนั้นออกเสียงอย่างไร ประกอบด้วยเสียงอะไรบ้าง แล้วหาตัวอักษรในภาษาฉบับแปลที่มีเสียงใกล้เคียงกันมาเขียนแทนเสียงนั้น
                2. ภาษาทุกภาษาจะมีเสียงพยัญชนะและสระตรงกันเป็นส่วนมาก และผู้แปลจะหาตัวอักษรมาเขียนแทนได้เลย เช่น การใช้ “ก” แทนเสียงแรกในคำว่า “Kamonwan” เป็นต้น แต่ก็จะมีเสียงจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มีตัวอักษรที่แทนเสียงตรงกับในฉบับแปล ในกรณีนี้ให้หาตัวอักษรตัวหนึ่งหรือ 2 ตัว เรียงกันที่มีเสียงใกล้เคียงที่สุดมาเขียนแทน เช่น การใช้ “ง” แทนเสียงแรกของชื่อ “Ngamjan” เป็นต้น
                เสียงบางประเภทอาจจะไม่มีใช้ในอีกภาษาหนึ่งเลย หรือถ้ามีก็จะเทียบเคียงกันไม่ได้ เช่น เสียงหนักเบาในคำภาษาอังกฤษซึ่งไม่มีในภาษาไทย หรือเสียงวรรณยุกต์ประจำพยางค์ซึ่งมีในภาษาไทยแต่ไม่มีในภาษาอังกฤษ กรณีเช่นนี้ก็ให้ตัดเสีย ไม่จำเป็นต้องคิดหาเครื่องหมายมาใช้ในการเขียน ดังนั้น การถ่ายทอดเสียงของคำภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมายบอกเสียงหนักเบา และไม่จำเป็นต้องใช้วรรณยุกต์เพื่อแทนเสียงสูงต่ำ
                3. เมื่อกำหนดตัวอักษรใดตัวอักษรหนึ่งแทนเสียงใดเสียงหนึ่งแล้วให้ใช้ตัวนั้นตลอดไป อย่าเปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทแปลบทเดียวกันต้องใช้หลักการถ่ายทอดอย่างเดียวตลอดไป
                4. ในส่วนของการยืมคำศัพท์มาใช้โดยเขียนเป็นภาษาฉบับแปล ถ้าคำนั้นยังไม่เป็นที่แพร้หลาย ให้วงเล็บคำเดิมในต้นฉบับไว้ด้วย
                และในบัญชีต่อไปนี้มีไว้สำหรับผู้แปลระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้เป็นแนวทางในการถ่ายทอดอักษร
                บัญชีที่ 1 การถ่ายทอดภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีทั้งพยัญชนะและสระ
                บัญชีที่ 2 การถ่ายทอดภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ก็มีทั้งพยัญชนะและสระ
                จากการศึกษา ดิฉันได้ความรู้คือ ไม่ว่าเราจะสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร ล้วนเป็นการถ่ายทอดผ่านตัวอักษร เพราะภาษาแต่ละภาษาเราล้วนจะต้องมีตัวอักษรกันทั้งนั้น
       

Learning Log การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง


ในปัจจุบันนี้เรากำลังจะเข้าสู่ยุคของอาเซียน ซึ่งเราจะมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆในประชาคมอาเซียน ดังนั้นในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนคือจากชื่อภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการเขียนนามศัพท์ เช่น ชื่อบุคคล ชื่อภูมิศาสตร์ จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง
ในการถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียงนั้น คือการถ่ายถอดจากอักษรไทยเป็นโรมันโดยการถ่ายเสียง  โดยทำให้ภาษาไทยที่เขียนด้วยตัวอักษรโรมันนั้นมีเสียงที่ใกล้เคียงกัน และจะไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยึกต์ในภาษาไทย โดยจะมีการเทียบเสียงพยัญชนะและสระ เช่น คือ “k” เช่นคำว่า “kok” และสระ เอาเช่นคำว่า “bao”
ในการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงนั้นเราจะดูตั้งแต่ความหมายของคำ โดยเริ่มจากหน่วยคำ ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหมาย อาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น นา ที นาที ต่อมาก็จะเป็นคำ คือหน่วยคำ 1 หน่วยคำ หรือมากกว่านั้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ และจะเป็นประเภทของคำต่างๆ ได้แก่  คำประสม คำสามานยนาม คำวิสามานยนาม คำนำหน้านาม คำทับศัพท์
ต่อมาก็จะเป็นการใช้เครื่องหมาย “-” เพื่อแยกพยางค์ จะใช้ในกรณีที่มีหลายพยางค์ โดยที่อักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็นสระ และอักษรตัวแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ng  หรืออักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็น ng  และอักษรตัวแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยสระ หรืออักษรตัวแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยสระ
ถัดมาก็คือการแยกคำ โดยในการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันนั้นเราจะเขียนแยกเป็นคำๆ เช่น
ห้างฟ้าไทย = Hang Fah Thai แต่เราจะยกเว้นคำประสมเพราะถือว่าเป็นคำเดียวกัน และวิสามานยนามที่เป็นชื่อบุคคล เราจะเขียนติดกัน เช่น รถไฟ = rotfai หรือ ศศิธร = Sasitorn
                หลังจากกนั้นก็คือการใช้อักษรโรมันตัวใหญ่ เราจะใช้ในกรณีที่อักษรตัวแรกของวิสามานยนาม และคำนำหน้านามที่อยู่หน้าคำวิสามานยนามนั้นๆ จะใช้อักษรโรมันตัวใหญ่ เช่น จังหวัดแพร่ = Changwat Phrae และอีกกรณีคือ อักษรตัวแรกของคำแรกในแต่ละย่อหน้าให้ใช้อักษรโรมันตัวใหญ่
                ในอีกกรณีคือการถอดชื่อทางภูมิศาสตร์ โดดยเราจะถอดคำสามานยนามที่เป็นชื่อภูมิศาสตร์เป็นอักษรโรมันโดยที่ไม่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ เช่น น้ำตกสอยดาว = Namtok Soi Dao ไม่ใช่ Soi Dao Waterfall และการถอดคำทับศัพท์ โดยในการถอดคำทับศัพท์จะถอดในกรณีที่เป็นวิสามานยนาม จะเขียนตามภาษาเดิม และคำศัพท์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิสามานยนามและไม่ต้องการที่จะแปล จะเขียนคำทับศัพท์นั้นเป็นอักษรโรมันตามการออกเสียงในภาษาไทย
                ต่อมาก็จะเป็นการถอดเสียงเครื่องหมายต่างๆ โดยจะมีเครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) ให้ถอดซ้ำคำ วลี หรือประโยคอีกครั้งตามหลักการอ่าน เครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ซึ้งย่อความของคำที่รู้จักกันดีแล้ว หรือคำที่เป็นแบบแผนซึ่งต้องอ่านเต็ม ให้ถอดเป็นอักษรโรมันเต็มตามคำอ่าน หรือหากมีคำเต็มซึ่งใช้ในข้อความก่อนหน้านั้นแล้ว จะถอดเต็มตามคำอ่านหรือไม่ก็ได้ และเครื่องหมาย (ฯลฯ) ให้ถอดเป็นอักษรโรมันตามเสียงอ่านคือ ละถึง = la thueng
                ถัดมาก็คือการถอดคำย่อ โดยจะถอดคำย่อที่มาจากคำเต็มที่รู้จักกันดีและเป็นคำที่ไม่ยาว ให้อ่านเต็มตามหลักการอ่าน และถอดอักษรโรมันเต็มตามคำอ่าน และคำย่อที่มาจากคำประสมหลายคำและค่อนข้างยาว จะถอดตามคำอ่านของตัวย่อ หรือถอดเต็มก็ได้
                สุดท้ายก็จะเป็นการถอดตัวเลข ให้ถอดตามหลักการอ่านอักขรวิถีไทย โดยเขียนอักษรโรมันเต็มตามเสียงที่อ่านในภาษาไทย
                จากที่ดิฉันได้ศึกษา ความรู้ที่ได้รับคือ หลักเกณฑ์ในการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน ซึ่งเราจะต้องศึกษาจากหน่วยที่เล็กที่สุดของคำนั้นๆ และองค์ประกอบต่างๆอีกมากมายที่เราจะต้องศึกษาให้ดีก่อนเดื่อความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

Learning Log text types


ในชีวิตประจำวันของคนเราจะต้องมีการพบกับตัวอักษรบ้างไม่มากก็น้อย เช่น ป้ายโฆษณาที่ป้ายรถเมย์ หรือใบประกาศรับสมัครงานตามป้ายรถเมย์ ซึ่งข้อความต่างๆนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าต้องการที่จะนำเสนอข้อความนั้นออกมาในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับประเภทต่างๆของข้อความ
                ประเภทแรกคือ การเขียนบรรยาย ในการเขียนแบบนี้จะเป็นการเขียนบรรยายภาพผ่านคำ โดยที่เราอาจจะอธิบายบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ กระบวนการต่างๆ หรือแม้กระทั่งความรู้สึก โดยเราจะเลือกใช้คำศัพท์ให้เหมาะสม และในการเขียนบรรยายแบบนี้จะต้องเขียนให้เนื้อเรื่องดูมีพลังและความคิดสร้างสรรค์ และในหัวข้อการบรรยายควรจะเปิดกว้าง
                ประเภทที่สองคือ การเขียนเล่าเรื่อง ซึ่งในการเขียนแบบนี้จะเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเขียนแบบนี้จะมีการวางโครงเรื่องเริ่มจากบทนำ ประกอบไปด้วยเวลาและสถานการณ์ เนื้อหา จะเกี่ยวกับการลำดับเหตุการณ์โดยนำไปสู่สำคัญสูงสุดของเหตุการณ์ และในการเขียนแบบนี้เราจะเล่าโดยใช้ประโยคที่เกิดขึ้นในอดีต
                ประเภทที่สามคือ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นการเรียงลำดับเหตุการ์ตามเหตุผล และในการใส่มุมมองของความคิดนั้น บุรุษสรรพนามที่ 1 ใช้ในการเขียนเล่าประสบการณ์ และบุรุษสรรพนามที่ 3 ใช้ในสื่อถึงประสบการณ์ของผู้อื่น
                ประเภทที่สี่คือ การสนทนาแบบอภิปราย โดยจะเริ่มวิเคราะห์จากชื่อเรื่อง ซึ่งอาจจะเขียนอภิปรายทั้งด้านของการเถียงคือการนำเสนอ การที่เขียนงานประเภทนี้ให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ความรู้และความคิดเห็นในการเอกหัวข้อที่จะเขียน
                ประเภทที่ห้าคือ การถกเถียง โดยเราจะมีความเชื่อ ทัศนคติ หรือความคิดเห็น และมันคือจุดประสงค์ที่จะชักชวนให้ผู้อ่านเห็นด้วยกับเรา ในส่วนของเนื้อหาจะต้องมีส่วนที่มาสนับสนุนทัศนคติของเรา และในส่วนของบทสรุปจะต้องสั้น และเข้าใจง่าย
                ประเภทที่หกคือ กระบวนการ เป็นข้อความที่ใช้แสดงถึงการอธิบายต่างๆเป็นขั้นตอน เช่น วิธีการทำอาหาร และที่สำคัญคือ ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และในการเขียนแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือคำเชื่อม เช่น before, after, then, etc.
                ประเภทที่เจ็ดคือ การรายงานข้อมูล จะประกอบไปด้วยความจริงที่เกี่ยวกับชื่อเรื่อง ภาษาที่ใช้จะต้องเข้าใจง่าย ใช้ประโยคที่เป็นปัจจุบัน และในการกล่าวถึงบุคคลของงานชนิดนี้จะใช้บุรุษสรพนามที่ 3 และอาจจะมีการนำแผนภูมิ และภาพมาช่วยในการนำเสนอข้อมูล
                ประเภทที่แปดคือ การอธิบายหรือชี้แจง โดยให้เหตุผลว่าทำไมถึงทำแบบนั้น และจะมีการใช้คำเชื่อมที่แสดงถึงการเป็นเหตุเป็นผลกัน หรือถ้ามีการเปรียบเทียบก็ควรที่จะมีคำเชื่อมที่ชัดเจน
                ประเภทที่เก้าคือ การโต้ตอบส่วนบุคคล เป็นการล้อเลียนงานวรรณคดี หรือภาพยนตร์ ในขั้นของบทนำจะประกอบไปด้วยความเชื่อที่บ่งบอกถึงความรู้พื้นฐาน
                จากที่ดิฉันได้ศึกษา ความรู้ที่ได้คือ การเขียนงานต่างๆจะมีรูปแบบเฉพาะของตัวมันเอง เราควรที่จะศึกษาก่อนที่จะเขียนงานแต่ละประเภท เพื่อความถูกต้องตามหลักการเขียนของงานนั้นๆ


Learning Log Passive


ในการแต่งประโยคโดยทั่วไปนั้นจะอยู่ในรูปแบบของประธานเป็นผู้กระทำ หรือเรียกอีกอย่างว่า “active” และในอีกรูปแบบหนึ่งคือประธานเป็นผู้ถูกกระทำ รูปแบบของประโยคในแบบนี้เรียกว่า “passive” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราจะนิยมเขียนประโยคแบบแรกคือ “active” แต่ในบทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงการแต่งประโยคแบบ “passive”
                ประโยคแบบ “passive” ก็ดัดแปลงมาจาก ประโยคแบบ “active” โดยรูปแบบของประโยคก็มีด้วยกัน 12 แบบ ดังนี้
1)            Present Simple Tense = S + is/am/are + V.3
2)            Present Continuous Tense = S + is/am/are + being + V.3
3)            Present Perfect Tense = S + have/has + been + V.3
4)            Present Perfect Continuous Tense = S + have/has + been +being + V.3
5)            Past Simple Tense = S + was/were + V.3
6)            Past Continuous Tense = S + was/were + being +V.3
7)            Past Perfect Tense = S + had + been + V.3
😎           Past Perfect Continuous Tense = S + had + been + being + V.3
9)            Future Simple Tense = S + will + be + V.3
10)          Future Continuous Tense = S + will + being + V.3
11)          Future Perfect Tense = S + will + have/has + been + V.3
12)          Future Perfect Continuous Tense = S + will + have/has + been + being + V.3
จากรูปแบบประโยคข้างต้นนี้เมื่อนำมาแต่งประโยคแล้วจะมีคำบุพบทอยู่ก่อนผู้กระทำ เช่น
Mary helped Mark. = Mark is helped by Mary.
                ในการแต่งประโยคในรูปแบบของ “passive” นั้น หลายคนอาจจะมองว่ามันยาก แต่ถ้าเรามีความชำนาญก็จะทำให้เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น โดยการศึกษารูปแบบของประโยคตั้งแต่ active และpassive ควบคู่กันไป หลังจากนั้นก็ควรฝึกแต่งประโยคด้วยตนเอง จนเกิดความเข้าใจและลองทำแบบฝึกหัด เพื่อทำให้เราเกิดความชำนาญและเราต้องทำความเข้าใจความหมายของประโยคไปในตัวด้วย เพื่อที่เราจะสามารถแปลงประโยคได้ถูกต้องตามสถานการณ์

                จากที่ดิฉันได้ศึกษา ความรู้ที่ได้คือ การแปลงประโยคจาก “ active “ เป็น “passive” ซึ่งเป็นการทบทวนอีกครั้ง ทำให้เกิดความแม่นยำเพิ่มขึ้นในการนำไปใช้ในการเรียนการสอน

Learning Log Model 1


                จากที่ดิฉันเคยเขียนความเรียง หรือบทความมานั้น ในการเขียนเหล่านั้น ก่อนที่เราจะเขียนเราจะต้องตั้งชื่อเรื่องก่อน และต่อมาเราจะเขียนตามหลักของการเขียนบทความ ไม่ว่าจะเป็นบทนำ เนื้อเรื่อง หรือบทสรุป และในแต่ละส่วนของเนื้อหานั้น จะมีทั้งใจความสำคัญและใจความรอง โดยเราจะมาศึกษาวิธีการเขียนบทความที่ชัดเจนจาก MODEL 1
                จากที่ดิฉันได้ศึกษา MODEL 1 นั้น จะเป็นการอธิบายถึงรูปแบบการเขียนบทความดังนี้ ในการเขียนบทความนั้นในขั้นตอนแรก เราจะต้องตั้งชื่อเรื่องก่อนว่าเราต้องการจะเขียนเรื่องอะไร ในส่วนของชื่อเรื่องนั้น เราไม่ควรตั้งให้กว้างหรือแคบเกินไป ควรตั้งให้พอเหมาะที่เราจะเขียนเนื้อหาได้น่าอ่านและส่วนของหัวข้อไม่ควรตั้งให้ยาวเกินไป ควรจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และในส่วนของชื่อเรื่องนี่แหละที่จะทำให้ผู้อ่านสะดุดตาเป็นอย่างแรกที่จะทำให้เลือกเรื่องในการอ่าน และในส่วนต่อไปคือบทนำ
                ในส่วนแรก เราเรียกว่าบทนำ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเนื้อหา ซึ่งใจความสำคัญที่จะทำให้เรารู้ว่าเรากำลังจะอ่าน หรือศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอะไรนั้นก็จอยู่ในส่วนนี้ อาจจะอยู่ในตอนต้น ตอนกลาง หรือตอนท้ายของบทนำก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมของเนื้อหา และในส่วนของบทนำนั้นจะสัมพันธ์กันโดยตรงกับชื่อเรื่อง เพราะจะเป็นการเฉลยว่าชื่อเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร หลังจากนั้นก็จะเป็นเนื้อหา
                ในส่วนของเนื้อหา ซึ่งจาก MODEL 1 นั้น โดยในขั้นของเนื้อหานั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับในส่วนของบทนำ และจะเป็นการตอบคำถามโดยทั่วไป หรือกล่าวถึงประเด็นที่ได้เกริ่นไว้ในส่วนของบทนำ และในส่วนของใจความรองและรายละเอียดจะเป็นการอธิบาย การยกตัวอย่าง และพิสูจน์ว่าได้เริ่มมาจากในส่วนของใจความสำคัญของเนื้อหาในแต่ละย่อหน้า
ในส่วนของเนื้อหามีทั้งหมดสามย่อหน้า และในแต่ละย่อหน้าของเนื้อหานั้นจะมีสองส่วนคือ ใจความสำคัญหลัก และใจความรองอีกสองหัวข้อ คือ ในการที่เราจะเขียนบทความเราจะมีชื่อเรื่องเพียงหนึ่ง และในการเขียนเนื้อหานั้นเราจะมีสามย่อหน้า คือจะมีสามเรื่องที่เราจะเขียนให้ครอบครุมกับชื่อเรื่อง และในสามเรื่องนั้นเราจะมีใจความรองเพื่อที่จะทำให้เราสามารถเขียนเรื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อไปสนับสนุนใจความสำคัญ หลังจากนั้นนั้นคือ บทสรุป
                หลังจากที่เราเขียนเนื้อหาเสร็จ ก็จะเป็นในส่วนของบทสรุป คือ การที่เราสรุปในส่วนใจความสำคัญที่อยู่ในบทนำ ซึ่งในการเขียนนั้นเราจะต้องทำให้บทสรุปนั้นมีความหมายไปในทิศทางเดียวกับบทนำ แต่ในการเขียนนั้นเราจะใช้คำที่แตกต่างกัน แต่จะพยายามรักษาความหมายให้ออกมาเหมือนกัน ในบทสรุปนี้เราอาจจะสรุปเป็นเนื้อหาที่สำคัญ หรือเป็นคำคมข้อคิดต่างๆก็ได้ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของเรา

                จากที่ดิฉันได้ศึกษาหลักการเขียนบทความ หรือการเขียนความเรียน ความรู้ที่ดิฉันได้รับคือ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ควรเรียงจากเล็กไปใหญ่ หรือใหญ่ไปเล็ก ถ้าไม่มีการเรียงลำดับใจความสำคัญของเนื้อหา เราก็จะจับใจความสำคัญไม่ได้

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Robinson Crusoe

Robinson Crusoe
ตอนที่ 1 : ครั้งแรกกับการเดินทางในทะเล
                ก่อนจะเริ่มเรื่องของฉัน ฉันจะเล่าเกี่ยวกับฉันเล็กๆน้อยๆ
                ฉันเกิดในปี ค.ศ.1632 ในเมืองยอร์คทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ พ่อของฉันเป็นคนเยอรมัน แต่มาอาศัยและทำงานในประเทศอังกฤษ ในไม่ช้าหลังจากนั้นเขาแต่งงานกับแม่ของฉัน แม่ของฉันเป็นคนอังกฤษ ครอบครัวของหล่อนชื่อ โรบินสัน ดังนั้นเมื่อฉันเกิดพวกเขาจึงเรียกฉันว่า โรบินสันตามหล่อน
                พ่อของฉันทำธุรกิจไปได้ดี และฉันไปโรงเรียน เขาต้องการให้ฉันได้งานดีๆ และอาศัยอยู่แบบเงียบ มีชีวิตที่สุขสบาย แต่ฉันไม่ต้องการแบบนั้น ฉันต้องการมีชีวิตที่ตื่นเต้าและผจญภัย
                ฉันต้องการจะเป็นทหารเรือและออกทะเล ฉันบอกพ่อและแม่ของฉัน พวกเขาไม่มีความสุข
                “ ขอร้องเถอะ อย่าไปเลย ” พ่อของฉันพูด “ ลูกจะไม่มีความสุข ลูกรู้ ทหารเรือมีชีวิตที่อันตรายและยากลำบาก ” และเพราะว่าฉันรักเขา และเขาไม่มีความสุข ฉันจึงพยายามลืมเกียวกับทะเล
                แต่ฉันไม่สามารถลืมได้ และประมาณ 1 ปีต่อมา ฉันเจอเพื่อนในเมือง พ่อของเขามีเรือ และเพื่อนของฉันก็พูดกับฉันว่า “ พวกเรากำลังจะเดินเรือไปลอนดอนในวันพรุ่งนี้ ทำไมนายไม่ไปกับพวกเรา ”
                และดังนั้นในวันที่ 1 เดือนกันยายน ค.ศ. 1651 ฉันไปที่ฮัลล์ และในวันต่อมาพวกเราเดินเรือไปลอนดอน
                แต่ในไม่กี่วันต่อมาเกิดลมแรง ทะเลเกิดอันตรายรุนแรง เรือมีลักษณะขึ้นๆลงๆ ฉันรู้สึกไม่ดีและกลัวมาก
                “โอ้ ฉันยังไม่อยากตาย! ” ฉันร้องออกไป “ ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่ ถ้าฉันรอด ฉันจะกลับบ้าน จะไม่มาทะเลอีก ”
                วันต่อมาลมหยุดและทะเลเงียบ และกลับมาสวยอีกครั้ง
                “ ดีบ๊อบ ” เพื่อนของฉันหัวเราะ “ ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง ลมมันไม่ได้เลวร้ายนะ ”
“ อะไรน่ะ ” ฉันร้องออกไป “ มัมนเป็นพายุที่แย่มาก ”
“ โอ้ นั่นมันไม่ใช่พายุ ” เพื่อนของฉันตอบ “ แค่ลมเล็กน้อยเอง ลืมมันซะ เรามาดื่มกันเถอะ ”
หลังจากดื่มกับเพื่อนเล็กน้อย ฉันก็รู้สึกดีขึ้น ฉันลืมเกียวกับอันตรายต่างๆ และตัดสินใจที่จะไม่กลับบ้าน ฉันไม่ต้องการให้เพื่อน และครอบครัวหัวเราะฉัน
ฉันอาศัยอยู่ในลอนดอนเป็นบางเวลา แต่ฉันยังคงต้องการทะเล ดังนั้นเมื่อกัปตันของเรือขอร้องให้ฉันไปกับเขาที่กัวเนีย ประเทศแอฟริกา ฉันตอบตกลง ดังนั้นฉันออกทะเลเป็นครั้งทที่สอง
มันเป็นเรือทที่ดี และมีทุกสิ่งเพียบพร้อมเป็นครั้งแรก แต่ฉันรู้สึกไม่ดีอีกครั้ง ต่อจากนั้นเมื่อพวกเราเข้าใกล้เกาะคานารี่ เรือโจรสลัดตุรกีก็ไล่ตามพวกเรา พวกเขาเป็นโจรที่มีชื่อเสียงทางทะเลในเวลานี้ มันนานและตอสู้กันอย่างหนัก แต่เมื่อมันสำเร็จพวกเราและเรือก็กลายเป็นนักโทษ
กัปตันชาวตุรกี และคนของพวกเขาพาพวกเราไปที่ซอลลี่ ในโมร๊อคโค พวกเขาต้องการขายพวกเราเหมือนทาสในตลาดที่นั่น แต่ในที่สุดกัปตันชาวตุรกีตัดสินใจที่จะเก็บฉันไว้ เพื่อเขาและพาฉันกลับบ้านไปกับเขา นี่เป็นโอกาสที่ไม่คาดคิด และแย่ในชีวิตฉัน ตอนนี้ฉันเป็นทาส และกัปตันชาวตุรกีเป็นเจ้านาย

ตอนที่ 2 : ครั้งแรกกับการเดินทางในทะเล
เป็นเวลาสองปีที่ยาวนานที่ฉันใช้ชีวิตแบบทาส ฉันทำงานที่บ้านและสวน และทุกๆวันฉันวางแผนที่จะหลบหนี แต่มันไม่เคยเป็นไปได้ ฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นทั้งวันทั้งคืน เจ้านายของฉันชอบตกปลาในเรือลำเล็ก และเขาจะพาฉันไปกับเขาเสมอ ผู้ชายชื่อโมลี่และเด็กชายหนุ่มไปกับพวกเรา
         วันหนึ่งเจ้านายของฉันบอกกับพวกเราว่า เพื่อนของฉันบางคนต้องการไปตกปลาในวันพรุ่งนี้เตรียมเรือให้พร้อม
          ดังนั้นพวกเราจึงเตรียมอาหารและเครื่องดื่มมากมายวางไว้ในเรือ และในเช้าวันถัดมา พวกเรารอเจ้านายและเพื่อนของพวกเรา แต่เมื่อเจ้านายมาถึง เขามาเพียงคนเดียว
          “ เพื่อนของฉันไม่ต้องการไปตกปลาในวันนี้ เขาพูดกับฉัน แต่คุณไปกับโมลี่และเด็กชาย และจับปลาเพื่อเป็นอาหารมื้อค่ำในคืนนี้
          “ ตกลงครับหัวหน้า ฉันตอบอย่างเงียบ แต่ข้างในใจฉันตื่นเต้น บางทีตอนนี้นี่แหละฉันสามารถหนีได้ ฉันพูดกับตัวเอง
          เจ้านายกลับไปหาเพื่อนของเขา และพวกเรานำเรือออกทะเล เป็นเวลาที่ตกปลาอย่างเงียบ และจากนั้นฉันเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังอยู่ข้างหลังโมลี่และต่อยเขาตกลงไปในน้ำ ว่ายน้ำ ฉันร้อง ว่ายเข้าฝั่ง
          เจ้านายฉันชอบยิงนกทะเลและดังนั้นก็จะมีปืนอยู่ในเรือ ฉันเอาปืนมา 1 กระบอกโดยทันที โมลี่ว่ายน้ำตามเรือ และฉันตะโกนบอกเขาว่า กลับเข้าฝั่งซะ คุณสามารถว่ายน้ำไปที่นั่นได้ มันไม่ไกลนัก ฉันจะไม่ทำร้ายคุณ แต่ถ้าคุณเข้าใกล้เรือ ฉันจะยิงหัวคุณซะ ดังนั้นโมลี่หันหลังและว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างเร็วเท่าที่เขาจะทำได้
         ต่อจากนั้นฉันพูดกับเด็กผู้ชายว่า ซูรี่ ถ้าคุณช่วยฉัน ฉันจะเป็นเพื่อนที่ดีกับคุณ ถ้าคุณไม่ช่วยฉัน ฉันจะผลักคุณลงไปในทะเลเช่นกัน แต่ซูรี่มีความสุขที่ช่วยฉัน ฉันจะไปทั่วโลกกับคุณ เขาร้อง
          ฉันต้องการเดินเรือไปที่คานารี่ แต่ฉันกลัวที่จะไปไกลจากฝั่ง มันเป็นเพียงเรือลำเล็ก ดังนั้นพวกเราจึงเดินเรือไปทางตอนใต้จากชายฝั่งในไม่กี่วัน พวกเรามีน้ำน้อยมาก และที่นี่มันเป็นประเทศที่อันตราย มีสัตว์ป่ามากมาย พวกเรารู้สึกกลัว แต่พวกเราต้องเข้าฝั่งเพื่อหาน้ำให้มากกว่านี้ ต่อมาฉันใช้ปืนยิงสัตว์ป่า ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่มันทำอาหารได้
                เป็นเวลาประมาณสิบถึงสิบสองวันพวกเราเดินเรืออยู่ทางตอนใต้และลงไปทางชายฝั่งของแอฟริกา ต่อมาวันหนึ่งพวกเราเห็นคนอยู่บนชายฝั่งแปลกและเป็นคนป่า เขาดูไม่เป็นมิตร ขณะที่ตอนนี้พวกเรามีอาหารเล็กน้อย และพวกเราต้องการความช่วยเหลือจริงๆ พวกเรารู้สึกกลัวแต่พวกเราต้องเข้าฝั่ง
                ในตอนแรกพวกเขารู้สึกกลัวพวกเราเช่นกัน บางทีคนผิวขาวไม่เคยมาชายฝั่งแห่งนี้ พวกเราไม่ได้พูดภาษาของพวกเขา แน่นอนพวกเราใช้มือและหน้าของพวกเราแสดงให้รู้ว่าหิว พวกเขานำอาหารมาให้พวกเรา  แต่ต่อมาพวกเขาก็ออกห่างอย่างรวดเร็ว พวกเราได้อาหารไปไว้ในเรือ และพวกเขาก็ดูพวกเรา ฉันพยายามที่จะขอบคุณพวกเขา แต่ฉันไม่มีอะไรที่จะให้พวกเขา
                ต่อมามีสัตว์ป่าตัวใหญ่ คือ เสือสองตัวเดินมาที่ชายฝั่ง โดยมาจากภูเขา ฉันคิดว่าพวกมันคือ เสือดาว มนาย์รู้สึกกลัวสัตว์ป่าตระกูลแมว และผู้หญิงก็ร้องออกมา ทันใดนั้นฉันก็หยิบปืนและยิงไปที่สัตว์ ตัวที่สองก็วิ่งกลับเข้าสู่ป่า ปืนเป็นของใหม่สำหรับคนแอฟริกา พวกเขากลัวเสียงดังและควัน แต่พวกเขามีความสุขที่แมวป่าตาย ฉันให้เนื้อสัตว์ที่ตายแก่พวกเขา และพวกเขาก็นำอาหารมากมายและน้ำมาให้พวกเรา
                ตอนนี้พวกเรามีน้ำและอาหารมากมาย และพวกเราก็เดินเรือต่อ 11วันต่อมา พวกเราเข้าใกล้เกาะเครฟเวอร์ด พวกเราเห็นแล้วแต่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เพราะไม่มีลม พวกเราจึงรอคอย
                ทันใดนั้น ซูรี่บอกฉันว่า “ ดูนั่นสิเรือ ”
                เขาพูดถูก พวกเราเรียกและตะโกน และเดินเรือลำเล็กของพวกเราอย่างเร็วเท่าที่จะทำได้ แต่เรือลำนั้นไม่เห็นพวกเรา ต่อมาฉันจำได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดควันมาก ไม่กี่นาทีต่อมาเรือลำนั้นก็เห็นพวกเราและกลับมา
                เมื่อพวกเราอยู่บนเรือ กัปตันโปรตุเกสได้ฟังเรื่องราวของฉัน ซึ่งเขากำลังจะไปที่บราซิลและยินยอมที่จะช่วยฉัน แต่เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากการช่วยเหลือของเขา “ ไม่ ” เขาพูดเมื่อฉันพยายามที่จะตอบแทนเขา “ บางทีบางเวลาใครบางคนจะช่วยฉันเมื่อฉันต้องการมัน ”
                แต่เขาให้เงินฉัน สำหรับเรือของฉันและสำหรับซูรี่เช่นกัน เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ต้องการที่จะขายซูรี่เหมือนทาสหลังจากที่ผจญภัยเหตุการณ์อันตรายมาด้วยกันทั้งหมด แต่ซูรี่ก็มีความสุขี่จะไป และกัปตันเป็นคนดี “ ในอีกสิบปี เวลานั้น ” เขาพูด “ ซูรี่จะเป็นอิสระ ”
                เมื่อพวกเราไปถึงบราซิลในสามสัปดาห์ต่อมา ฉันพูด “ ลาก่อนกัปตันและซูรี่ ” ลงจากเรือและไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
ตอนที่ 3 : พายุและเรือแตก
            ฉันเคยอาศัยอยู่ในบราซิลและทำงานเป็นเวลาหลายปีที่แล้ว ต่อมาฉันก็รวย แต่ฉันก็เบื่อ อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนของฉันมาหาฉันและมาบอกว่า เรากำลังจะไปแอฟริกา เพื่อไปค้าขายกัน ทำไมคุณไม่ไปกับพวกเราหละ พวกเราจะรวยกันหลังจากการเดินทางครั้งนี้
                ฉันไม่โง่อย่างนั้นหรอก ฉันมีชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบายในบราซิล แต่ก็แน่นอนฉันยอมรับ และดังนั้นในปี ค.ศ. 1659 ฉันจะออกทะเลอีกครั้ง
                ในตอนแรกทุกอย่างไปได้ดี แต่ต่อมาได้เกิดพายุที่น่ากลัวเป็นเวลา 12 วันที่เกิดฝนและลมตลอด พวกเราได้สูญเสียลูกเรือ 3 คนในทะเล และในไม่ช้าเรือเกิดมีรูรั่ว “ ในเวลานี้พวกเรากำลังจะตาย ” ฉันพูดกับตัวเอง เช้าวันต่อมาของกะลาสีเรือที่มองหาชายฝั่ง แต่ในนาทีต่อมานั้นเรือได้ชนเข้ากับทรายที่อยู่ใต้ทะเล เรือไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ และขณะนี้พวกเราก็ตกอยู่ในอันตราย ทะเลพยายามที่จะทำให้เรือแตกออกเป็นชิ้นๆ และพวกเราก็มีเวลาน้อย ทันใดนั้นพวกเราได้โยนเรือลำเล็กไปในทะเลและออกจากเรือลำใหญ่ แต่ทะเลยังรุนแรงอยู่ และเรือลำเล็กของพวกเราไม่สามารถที่จะอยุ่ท่ามกลางคลื่นลูกโตได้
                ครึ่งชั่วโมงต่อมาทะเลที่โกรธได้ทำให้พวกเราหลุดออกจากเรือ และพวกเราทุกคนได้ไปอยู่ในน้ำ ฉันมองไปรอบๆเพื่อหาเพื่อนของฉัน แต่ก้ไม่เห็นใครสักคน ฉันอยู่คนเดียว
                วันนี้ฉันรู้สึกว่าโชคดี และทะเลได้ซัดฉันมาที่ฝั่ง ฉันเองไม่เห็นฝั่ง มีเพียงแค่ภูเขาที่อยู่รอบๆฉัน ต่อมาทันใดนั้นฉันรู้สึกว่าใต้เท้าคือพื้นทราย ฉันก็มาถึงภูเขาอีกลูกหนึ่ง และได้พาร่างไปบนชายหาด ฉะนได้ล้มตัวลงบนพื้นทรายที่เปียก
                ในตอนแรกฉันรู้สึกขอบคุณมากที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันออกเดินไปส่วนที่สูงขึ้นบนชายฝั่งอย่างช้าๆ จากที่นั่นฉันก็ได้มองออกไปที่ทะเล ฉันสามารถมองเห็นเรือของพวกเรา แต่มันอับปางและไม่มีใครอยู่ใกล้มัน ที่นั่นไม่มีใครอยู่ในทะเลเลย เพื่อนของฉันทุกคนได้ตายหมดแล้ว มีแค่ฉันที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่อยู่ในป่าที่แปลก ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ และไม่มีปืน
                ในตอนนี้มันมืดแล้วและฉันก็รู้สึกเหนื่อย ฉันกลัวที่จะหลับบนชายฝั่ง บางทีอาจจะมีสัตว์ป่าอยู่ที่นั่น ดังนั้นฉันจึงขึ้นไปอยู่บนต้นไม้และอยู่บนนั้นทั้งคืน

ตอนที่ 4 : ชีวิตใหม่บนเกาะ
                วันต่อมาทะเลได้สงบลงอีกครั้ง ฉันมองหาเรือและที่ทำให้ฉันประหลาดใจคือ เรือยังคงอยู่ตรงนั้น และยังคงอยู่เพียงแค่ลำเดียว “ ฉันคิดว่าฉันสามารถว่ายน้ำไปหามันได้ ” ฉันพูดกับตัวเอง ดังนั้นฉันจึงเดินลงไปในทะเลและก่อนที่จะไกลออกไปนั้น ฉันก็ได้อยู่ที่เรือและได้ว่ายน้ำไปรอบๆเรือ แต่ฉันจะขึ้นไปบนเรือได้อย่างไร ในที่สุดฉันได้ขึ้นไปบนเรือด้วยรูที่อยู่ด้านข้าง แต่มันก็ไม่ง่าย
                ที่นั่นมีน้ำอยู่มากมายในเรือ แต่ก็มีทรายอยู่ใต้ทะเลที่ยังยึดเรืออยู่ในที่ที่หนึ่ง ด้านหลังของเรืออยู่ในระดับที่สูงจากระดับน้ำทะเล และรู้สึกขอบคุณในสิ่งนี้เพราะว่าอาหารของเรือทั้งหมดอยู่ที่นั่น ฉันรู้สึกหิวมาก ดังนั้นฉันได้เริ่มกินอาหารในทันที ต่อมาฉันตัดสินใจที่จะนำอาหารไปบนชายฝั่งกับฉัน แต่ฉันจะพาไปที่นั่นได้อย่างไร
                ฉันมองไปรอบๆเรือ และไม่กี่นาทีต่อมาฉันพบกับไม้แผ่นยาว ฉันได้ผูกไม้กับเชือก ต่อมาฉันได้นำสิ่งที่ต้องการพาไปจากเรือ นั่นคือกล่องขนาดใหญ่ที่มีอาหาร ได้แก่ ข้าว และเนื้อเค็ม ขนมปังของเรือที่หนัก ฉันก็ได้นำมีดที่แข็งแรงและอุปกรณ์อื่นๆอีกจำนวนมาก ใบเรือของเรือ และเชือก กระดาษ ปากกา สมุด และปืน 7 กระบอก ตอนนี้ฉันต้องการใบเรืออันเล็กจากเรือ และต่อมาฉันก็พร้อม ฉันกลับไปบนฝั่งอย่างช้าๆและระมัดระวัง มันยากที่จะหยุดสิ่งของของฉันที่หล่นลงไปในทะเล แต่ในที่สุดฉันก็พาทุกอย่างขึ้นมาถึงฝั่ง
                ตอนนี้ฉันต้องการที่ไหนสักแห่งเพื่อเก็บของ
                ที่นั่นมีเนินเขาอยู่รอบๆ ดังนั้นฉันตัดสินใจที่จะสร้างบ้านหลังเล็กๆด้วยตัวเอง ฉันเดินไปที่จุดสูงสุดของเนินเขาและมองลงมาข้างล่าง ฉันรู้สึกไม่มีความสุขเอาเสียเลยเพราะว่าฉันมองที่นั่น คือ เกาะของฉัน นั่นคือสองเกาะเล็กๆและมีเพียงทะเล แค่ทะเลที่มีระยะทางเป็นไมล์ๆ
                เวลาต่อมาฉันได้พบกับถ้ำเล็กๆที่อยู่ข้างเนินเขา นั่นคือสถานที่ที่ดี ที่จะใช้สร้างบ้าน ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเนินเขา ดังนั้นฉันจึงใช้ใบเรือ เชือก และแผ่นไม้ หลังจากนั้นก็เป็นงานที่หนักมาก ฉันมีเต้นท์ที่ดี ซึ่งถ้ำได้อยู่ด้านหลังเต้นท์ เป็นที่ที่ใช้เก็บอาหาร และฉันเรียกมันว่า ห้องครัว คืนนั้นฉันไปนอนที่บ้านหลังใหม่
                ในวันต่อมาฉันคิดถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้บนเกาะคือสัตว์ป่า และบางทีก็อาจจะเป็นคนป่าที่อยู่บนเกาะ ฉันก็ไม่รู้ แต่รู้สึกกลัวมาก ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะสร้างรั้วที่แข็งแรงขึ้น ฉันได้ตัดต้นไม้ที่ยังเล็ก และวางลงบนพื้นในลักษณะครึ่งวงกลมไปรอบๆด้านหน้าของเต้นท์ ฉันใช้เชือกของเรือจำนวนมากและในที่สุดเรือของฉันก็มีความแข็งแรงราวกับกำแพงหิน ไม่มีใครสามารถเข้ามาข้างในได้
                การสร้างเต้นท์และรั้วเป็นงานที่หนัก ฉันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือจำนวนมากที่ช่วยฉัน ดังนั้นฉันตัดสินใจกลับไปที่เรืออีกครั้ง และนำของมามากกว่านี้
                ฉันไปกลับอยู่สิบสองครั้ง แต่ในไม่ช้าหลังจากรอบที่สิบสองได้เกิดพายุที่น่ากลัวขึ้น ในเช้าต่อมาฉันได้มองออกไปที่ทะเล ที่นั่นไม่มีเรือแล้ว
                เมื่อฉันมองไปที่นั่น ฉันรู้สึกไม่มีความสุข “ ทำไมฉันยังมีชีวิตอยู่ และทำไมเพื่อนของฉันได้ตายหมดแล้ว ” ฉันถามตัวเอง มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันในตอนนี้ ฉันอยู่บนเกาะคนเดียวโดยที่ไม่มีเพื่อน ฉันจะหลบหนีจากที่นี่ได้อย่างไร
                ต่อมาฉันได้บอกกับตัวเองว่าฉันโชคดี โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ โชคดีที่มีอาหารและเครื่องดื่ม โชคดีที่ยังหนุ่มและแข็งแรงอยู่ แต่ฉันก็รู้ว่านั่นคือ เกาะของฉันที่ไหนสักแห่งที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทางใต้ของแอฟรืกา เรือไม่ได้ผ่านมาทางฝั่งนี้บ่อยนัก และฉันก็พูดกับตัวเองว่า “ ฉันกำลังจะไปที่เกาะนั้น ซึ่งใช้เวลานาน ” ดังนั้นฉันได้เขียนคำเหล่านั้นลงไปบนแผ่นไม้ยาว
ฉันมาที่นี่เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1659 ” หลังจากนั้นฉันตัดสินใจที่จะทำรอยตัดนี้ในแต่ละวัน
ตอนที่ 5 : เรียนรู้การใช้ชีวิตเพียงลำพัง
            ฉันยังคงต้องการสิ่งของอีกมากมาย “ เยี่ยม ” ฉันพูด ฉันกำลังจะต้องทำมัน ดังนั้นฉันต้องทำงานทุกวัน
                อย่างแรกฉันต้องการที่จะทำถ้ำให้มีขนาดใหญ่กว่านี้ ฉันนำก้อนหินออกจากถ้ำ และหลังจากหลายวันที่ฉันได้ทำงานหนัก ฉันมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับเนินเขา ต่อมาฉันต้องการโต๊ะและเก้าอี้ และนั่นคืองานต่อไปของฉัน ฉันต้องทำงานนั้นเป็นเวลานาน ฉันก็ตต้องการที่จะทำที่ที่ใช้วางอาหารทั้งหมดและอุปกรณ์และปืนทั้งหมดของฉัน แต่ทุกเวลาฉันก็ต้องการแผ่นไม้ ฉันต้องตัดต้นไม้ มันนาน ช้า และเป็นงานที่ยาก และระหว่างเดือนต่อมานั้นฉันเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือนั้นอย่างฉลาด ไม่เร่งรีบเพราะฉันมีเวลาในโลกนี้
                ฉันต้องไปข้างนอกทุกวัน และฉันพกปืนติดตัวไปเสมอ บางครั้งฉันก็ฆ่าสัตว์และต่อมาฉันก็นำเนื้อมันมากิน
                แต่เมื่อมันมืด ฉันก็ต้องไปนอนเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ ฉันไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้เพราะฉันมองไม่เห็น เป็นเวลานานที่ฉันไม่รู้จะทำอะไร แต่ในที่สุดฉันเรียนรู้ในการใช้ไขมันของสัตว์ที่ตายแล้วมาทำแสงสว่าง
                อากาศบนเกาะของฉันมักจะร้อนมาก มักจะมีพายุและฝนตกหนัก ในเดือนมิถุนายนมีฝนตลอดเวลา ฉันไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ บางอาทิตย์ฉันก็มีอาการไข้ แต่ในไม่ช้าฉันก็ดีขึ้น เมื่อฉันกลับมาแข็งแรง ฉันก็ออกไปข้างนอกอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฆ่าสัตว์ป่า และเป็นครั้งที่สองที่ฉันจับเต่าตัวใหญ่ได้
                ฉันอยู่บนเกาะเป็นเวลาสิบเดือนก่อนที่ฉันจะไปเที่ยวส่วนอื่นของเกาะ ระหว่างเดือนนั้นฉันทำงานหนักในถ้ำของฉัน บ้านและรั้วของฉัน ตอนนี้ฉันพร้อมที่จะออกไปหาของมากกว่านี้เพื่อพักผ่อน
                อันดับแรกฉันเดินไปตามแม่น้ำสายเล็ก ฉันพบกับผืนดินที่ไม่มีต้นไม้เลย ต่อมาฉันได้ไปเจอกับต้นไม้มากมายที่มีผลไม้หลากหลายชนิด ฉันตัดสินใจที่จะนำผลไม้จำนวนมากกลับไป และนำไปตากให้แห้ง ต่อมาก็สามารถเก็บไว้ได้หลายเดือน
                คืนนั้นฉันไปนอนบนต้นไม้ซึ่งเป็นครั้งที่สอง และในวันต่อมาฉันได้ออกเดินทาง ในไม่ช้าฉันมาถึงทางออกของเนินเขา ตรงหน้าฉันทุกๆสิ่งเป็นสีเขียว และมองไปทางไหนก็มีแต่ดอกไม้ มีสัตว์และนกมากมายหลายชนิด ฉันมองเห็นบ้านของฉันมีความแตกต่างกันมากที่สุด ฉันอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 วัน ต่อมาฉันก็มาที่บ้านน แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็กลับไปที่นั่นอีก ที่ที่มีแต่สีเขียวที่อยู่ด้านข้างเกาะ
                และชีวิตของฉันก็ดำเนินต่อไป ทุกๆเดือนฉันได้เรียนรู้ที่จะทำสิ่งใหม่ๆ แต่ก็ยังมีปัญหาและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเช่นกัน ทันทีที่เกิดพายุพร้อมกับฝนที่ตกหนัก หลังคาของถ้ำได้พังลงมา และเกือบจะฆ่าฉัน ฉันได้สร้างมันขึ้นมาอีกครั้งกับแผ่นไม้อีกหลายแผ่น
                ตอนนี้ฉันมีอาหารอีกมากมาย ฉันได้ปรุงอาหารบนไฟ และทำให้แห้งโดยพระอาทิตย์ ดังนั้นฉันจึงมีเนื้อให้กินตลอดเวลาที่ฝนตก เมื่อฉันไม่สามารถออกไปข้างนอกกับปืนได้ ฉันเรียนรู้ที่จะทำหม้อ เพื่อนำมาทำอาหาร แต่ฉันต้องการมากกว่านั้น ใช้ทำให้แข็งแรงและหนักกว่านี้ คือหม้อจะไม่แตกเมื่อโดนไฟ ฉันพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำมันได้ ต่อมาวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าโชคดี ฉันทำหม้ใบใหม่และวางมันบนไฟที่ร้อนมาก มันเปลี่ยนสีแต่ไม่แตก ฉันตั้งทิ้งไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมง และเมื่อมันเย็นอีกครั้งฉันพบว่ามันแข็ง คืนนั้นฉันรู้สึกมีความสุขมาก ฉันมีน้ำร้อนเป็นครั้งแรกที่อยู่บนเกาะ
                โดยต่อมาฉันก็มีขนมปัง นั่นคือความโชคดีเช่นกัน วันหนึ่งฉันพบกระเป๋าใบเล็ก พวกเราใช้มันบนเรือที่ใช้เก็บอาหารที่เป็นไก่ นั่นก็ยังคงมีอาหารบางอย่างอยู่ในกระเป๋า และฉันได้โยนทิ้งลงบนพื้น หนึ่งเดือนต่อมาฉันได้เห็นบางสิ่งที่มีสีเขียวสดใสที่อยู่ที่นั่น และหลังจากหกเดือนฉันมีท้องทุ่งที่ใช้ปลูกข้าวโพดขนาดเล็ก ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก บางทีตอนนี้ฉันควรจะทำขนมปังเป็นของตัวเอง
                มันง่ายที่จะพูด แต่ไม่ง่ายเลยที่จะทำ มันมีงานที่มีหลายขั้นตอนในการทำขนมปังจากข้าวโพด คนจำนวนมากชอบกินข้าวโพด แต่คนสามารถนำข้าวโพดจากท้องทุ่งและทำขนมปังโดยปราศจากตัวช่วย  ฉันต้องเรียนรู้และทำหลายสิ่งใหม่ๆ และมันเป็นปีก่อนที่ฉันจะกินขนมปังที่ฉันทำเองเป็นครั้งแรก
                ระหว่างเวลาทั้งหมดนี้ฉันไม่เคยหยุดคิดเกี่ยวกับการหลบหนี เมื่อฉันได้เที่ยวไปในฝั่งตรงข้ามที่อยู่ด้านนอกของเกาะ ฉันสามารถมองเห็นเกาะอื่นๆ และฉันก็พูดกับตัวเองว่า “ บอกทีฉันสามารถไปที่นั่นได้โดยเรือลำเล็ก บางทีฉันสามารถไปอังกฤษได้ภายในหนึ่งวัน ”
                ดังนั้นฉันตัดสินใจที่จะทำเรือด้วยตนเอง ฉันได้ตัดต้นไม้ต้นใหญ่ลง และต่อมาฉันเริ่มทำรูขนาดยาวในแท่นไม้ มันเป็นงานที่หนักแต่ประมาณ 6 เดือนต่อมาฉันมีเรือที่ดีมากลำหนึ่ง ต่อมาฉันได้นำเรือลงไปในทะเล ทำไมฉันถึงโง่อย่างนี้ ทำไมฉันถึงไม่คิดก่อนที่จะเริ่มงานกันนะ แน่นอนเรือแคนนูหนักมาก ฉันไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันได้ ฉันทั้งดึงทั้งผลักและพยายามทำทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันได้ หลังจากนั้นเป็นเวลานานที่ฉันรู้สึกไม่มีความสุขเลย
                สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน 4 ปีที่อยู่บนเกาะ ซึ่งในเวลา 6 ปีที่ฉันได้ทำเรือแคนนูลำเล็กด้วยตนเอง แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีไปจากที่นี่ได้ เรือมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการเดินทาง และฉันก็ไม่ต้องการที่จะตายในทะเล เกาะคือบ้านของฉันในตอนนี้ไม่ใช่คุก ฉันแค่มีความสุขกับการที่ฉันมีชีวิตอยู่ 1 หรือ 2 ปีต่อมาฉันได้ทำเรือแคนนูด้วยตนเองเป็นครั้งที่สองในฝั่งด้านข้างของเกาะ และฉันก็ได้สร้างบ้านเป็นครั้งที่สองที่นั่น ดังนั้นฉันจึงมีบ้านสองหลัง
                ชีวิตของฉันยังคงดูยุ่งอยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนค่ำ ฉันมีสิ่งที่ต้องให้ทำเสมอ ฉันเรียนรู้ที่จะทำเสื้อผ้าชุดใหม่ๆด้วยตนเองจากหนังสัตว์ที่ตายแล้ว มันดูแปลก มันถูกแต่มันสามารถทำให้ตัวฉันแห้งได้ในตอนฝนตก

                ฉันเก็บอาหารและอุปกรณ์ทั้งหมดที่บ้านของฉัน และแพะก็เช่นกัน ที่นั่นมีแพะจำนวนมากที่อยู่บนเกาะ และฉันทำท้องทุ่งให้เป็นรั้วสูงเพื่อที่จะดูแลพวกมัน พวกมันเรียนรู้ที่จะกินอาหารจากฉัน และในไม่ช้าก็มีนมแพะให้ดื่มทุกวัน ฉันทำงานหนักทุกวันในไร่ข้าวโพด และทำอยู่เป็นเวลาหลายปี